นิ่วในไต | Pattaya City Hospital | โรงพยาบาลเมืองพัทยา เราพร้อมดูแลคุณ

ความรู้เรื่องโรค

นิ่วในไต

Date : 26 June 2017

ข้อมูลจาก : เว็บไซต์ haamor   โดย: ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง  ไกรพิบูลย์ วว.รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์
ภาพจาก : pixbay

นิ่วในไต (Kidney stone หรือ Kidney calculi หรือ Renal stone หรือ Renal calculi หรือ Nephrolithiasis) เป็นโรคพบได้ทั่วโลกรวมทั้งในบ้านเรา ในประเทศที่เจริญแล้วพบโรคนี้ได้ประมาณ 0.2% ของประชากรในเอเซียพบได้ประมาณ 2 - 5% ประมาณ 20% ของประชากรในซาอุดิอาราเบีย และประมาณ 50% ของคนเป็นนิ่วในไตภายใน 10 ปีมีโอกาสเกิดนิ่วในไตซ้ำได้อีกหลังรักษาหายแล้วและจะสูงเป็น 75% ภายใน 20 ปี

นิ่วในไตพบได้ทุกอายุตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ แต่พบได้สูงกว่าในช่วงอายุ 30 - 40 ปี โดยพบในผู้ชายสูงกว่าผู้หญิงประมาณ 2 - 3 เท่า
นิ่วในไตอาจเกิดกับไตเพียงข้างเดียวโดยโอกาสเกิดใกล้เคียงกันทั้งไตซ้ายและขวาหรือเกิดนิ่วพร้อมกันทั้งสองไต แต่ความรุนแรงของนิ่วในทั้งสองไตมักไม่เท่ากันขึ้นกับขนาดและตำแหน่งของนิ่ว

นิ่วในไตมีได้หลายชนิดที่พบบ่อยมี 4 ชนิดคือ
1.ชนิดเกิดจากแคลเซียม
2.ชนิดเกิดจากการติดเชื้อในไต
3.ชนิดเกิดจากกรดยูริค (Uric acid) และ
4.ชนิดเกิดจากสารซีสตีน (Cystine/กรดอะมิโนชนิดหนึ่งมีมากในอาหารโปรตีนเช่น เนื้อสัตว์ นม เป็ด ไก่) ซึ่งในคนคนเดียวกันอาจมีนิ่วได้หลายชนิดปะปนกันอยู่
นิ่วชนิดเกิดจากแคลเซียม พบได้บ่อยที่สุดประมาณ 75 - 85% ของนิ่วในไตทั้งหมด ซึ่งชนิดพบบ่อยคือ แคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate, สาร oxalate เป็นสารพบในพืช โดยเฉพาะผัก ยอดผักต่างๆ และถั่ว) เป็นนิ่วชนิดพบบ่อยในผู้ชาย เป็นนิ่วตรวจพบได้จากการเอกซเรย์ภาพไต
นิ่วชนิดเกิดจากการติดเชื้อในไต เรียกว่าชนิด Struvive stone ซึ่งเป็นสารประกอบของแอมโมเนียม แมกนีเซียม และฟอสเฟต (Ammonium, magnesium, phosphate) พบนิ่วชนิดนี้ได้ประมาณ 10 - 15% ของนิ่วในไตทั้งหมด เป็นนิ่วพบบ่อยในผู้หญิงและในคนที่มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อยเช่น ใส่สายสวนปัสสาวะเป็นประจำ (เป็นอัมพาต) จัดเป็นนิ่วที่อันตรายเพราะโตได้เร็ว มีก้อนขนาดใหญ่ เป็นรูปเขากวางซอกซอนไปตามรูปร่างของกรวยไต และมักก่อให้เกิดการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ นิ่วชนิดนี้ตรวจพบได้โดยการเอกซเรย์ไตเช่นกัน
นิ่วชนิดเกิดจากกรดยูริค (Uric acid)พบได้ประมาณ 5 - 10% ของนิ่วในไตทั้งหมด พบเกิดในผู้ชายบ่อยกว่าในผู้หญิง มักเกิดร่วมกับโรคเกาต์ (โรคที่มีกรดยูริคในร่างกายสูง) เป็นนิ่วที่ตรวจไม่พบโดยการเอกซเรย์ไต ต้องใช้การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ภาพไต

นิ่วชนิดเกิดจากสารซีสตีน (Cystine)พบได้ประมาณ 1% ของนิ่วในไตทั้งหมด มักเกิดจากมีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายขับสารซีสตีนออกในปัสสาวะสูงขึ้น พบได้เท่ากันทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย และเป็นชนิดตรวจไม่พบจากการเอกซเรย์ไต ตรวจพบจากอัลตราซาวด์ภาพไตเช่นกัน

นิ่วในไตเกิดได้อย่างไร?
นิ่วในไตเกิดได้จากมีการตกตะกอนของสารต่างๆในไตมากกว่าปกติ เมื่อนานเข้าจึงรวมตัวกันเป็นก้อนซึ่งคือนิ่วนั่นเอง ดังนั้นก้อนนิ่วจึงสามารถโตขึ้นได้เรื่อยๆเมื่อยังไม่มีการรักษา หรือเกิดได้ซ้ำอีกหลังการรักษา ถ้าดูแลรักษาควบคุมปัจจัยเสี่ยง/สาเหตุได้ไม่ดีพอ ซึ่งโดยทั่วไปการตกตะกอนมักเกิดในกรวยไตเพราะเป็นตำแหน่งเก็บกักปัสสาวะจากไตก่อนปล่อยลงสู่ท่อไต แต่บางครั้งอาจเกิดในตัวเนื้อเยื่อไตได้ ซึ่งการตกตะกอนมากเกินปกติของสารดังกล่าวในปัสสาวะมีสาเหตุได้จาก
มีสารที่ก่อนิ่วเข้มข้นในน้ำปัสสาวะเช่น อาจจากบริโภคสารนั้นๆในปริมาณมากต่อเนื่อง และ/หรือดื่มน้ำน้อย
มีการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะเช่น มีก้อนเนื้อหรือทางเดินปัสสาวะตีบแคบจากสาเหตุต่างๆ เช่น จากการอักเสบหรือจากความผิดปกติแต่กำเนิด ปัสสาวะจึงกักคั่งค้างในไต สารต่างๆดังกล่าวจึงตกตะกอนจับตัวกันเป็นก้อนนิ่วได้ง่าย
จากการอักเสบเรื้อรังของเนื้อเยื่อไตและ/หรือของกรวยไต ส่งผลให้เกิดการตายของเซลล์และแบคทีเรีย ซึ่งจะสะสมเป็นแกนให้สารดังกล่าวตกตะกอนต่อเนื่องจึงเกิดเป็นก้อนนิ่วขึ้น

อะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต?
กินอาหารมีสารที่ก่อการตกตะกอนเป็นนิ่วปริมาณสูงต่อเนื่องเช่น กินอาหารมีออกซาเลตสูง (เช่น โยเกิร์ต ถั่วรูปไต ถั่วเหลือง งา ลูกนัท ผลเบอร์รีต่างๆ มะเดื่อ แครอด บีทรูท มะเขือ ผักกะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง บรอคโคลิ หัวหอม มะเขือเทศ ผักกะเฉด และยอดผักทั้ง หลาย) หรือมีกรดยูริคสูง (เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ปลาทะเล หอยแครง น้ำเกรวี/Gravy และจากพืชบางชนิดเช่น หน่อไม่ฝรั่ง ผักขม ยอดผัก และถั่วชนิดมีรูปร่างคล้ายไต/ถั่วดำ/ถั่วแดง) และ/หรือมีสารซีสตีนสูง
1.ดื่มน้ำน้อย
2.กลั้นปัสสาวะเสมอ
3.เคลื่อนไหวร่างกายน้อยเช่น เป็นอัมพฤกษ์/อัมพาต การใส่สายสวนปัสสาวะตลอดเวลา

ไตอักเสบติดเชื้อเรื้อรัง
โรคเรื้อรังบางชนิดที่ส่งผลให้ในเลือด/ร่างกายมีสารต่างๆที่ก่อนิ่วสูงกว่าปกติเช่น โรคของ ต่อมพาราไทรอยด์ (Parathyroid gland, ต่อมไร้ท่อขนาดเล็กอยู่ใต้ต่อมไทรอยด์ มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของแคลเซียม) ทำงานเกิน หรือโรคเกาต์ซึ่งมีกรดยูริคสูงในร่างกาย
โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังเพราะปัสสาวะมักจะน้อยจากร่างกายเสียน้ำจากอุจจาระบ่อย/ท้อง เสียเรื้อรัง
1.อาจจากดื่มน้ำที่มีฟลูออไรด์ (Fluoride) สูง
2.อาจจากกินวิตามินซี วิตามินดี และแคลเซียมเสริมอาหารปริมาณสูงต่อเนื่อง ดังนั้นการกินวิตามินเกลือแร่เหล่านี้เสริมอาหาร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
3.พันธุกรรมเพราะพบโรคนี้ในคนประวัติครอบครัวเป็นนิ่วในไตสูงกว่าคนในครอบครัวปกติ

นิ่วในไตมีอาการอย่างไร?
อาการที่พบได้บ่อยของนิ่วในไตคือ ไม่มีอาการแต่จะมีอาการเมื่อมีการติดเชื้อซ้ำซ้อน และ/หรือก้อนนิ่วอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเมื่อมีอาการ อาการที่พบได้คือ
1.ปวดหลังเรื้อรังด้านมีนิ่ว บางครั้งอาจปวดหลังหรือปวดท้องรุนแรงเมื่อมีก้อนนิ่วหลุดเข้าท่อไต (โรคนิ่วในท่อไต)
2.ปัสสาวะเป็นเลือด ขุ่น หรืออาจเป็นหนองเมื่อมีการติดเชื้อรุนแรง
3.บางครั้งอาจมีนิ่วก้อนเล็กๆปนมากับปัสสาวะ
4.มีไข้ร่วมกับปวดหลัง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เมื่อมีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย
แพทย์วินิจฉัยนิ่วในไตได้อย่างไร?
แพทย์วินิจฉัยนิ่วในไตได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจปัสสาวะ การตรวจภาพไตด้วยเอกซเรย์ และอาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติมขึ้นกับอาการผู้ป่วยและดุลพินิจของแพทย์ เช่น ตรวจอัลตราซวาด์ภาพไต/ช่องท้อง

รักษานิ่วในไตอย่างไร?
แนวทางการรักษานิ่วในไตคือ การกำจัดนิ่วออกจากไต รักษาสาเหตุและรักษาประคับประคองตามอาการ
1.การเอานิ่วออกจากไต ขึ้นกับขนาดก้อนนิ่วเช่น
2.ถ้าก้อนนิ่วขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร นิ่วมักหลุดออกได้เองจากดื่มน้ำมากๆ อาจร่วมกับยาช่วยละลายนิ่วหรือการสลายนิ่ว  หรือผ่าตัดนิ่วออกเมื่อก้อนนิ่วขนาดโตมากสลายนิ่วไม่ได้ หรือผ่าตัดไตเมื่อไตอักเสบเรื้อรังจนเป็นแหล่งเชื้อโรคและไม่สามารถทำงานได้แล้ว
การรักษาสาเหตุ เมื่อทราบสาเหตุของโรคนิ่วเช่น รักษาโรคเกาต์เมื่อมีสาเหตุจากโรคเกาต์ การดื่มน้ำมากๆมากกว่าปกติอย่างน้อยวันละ 8 - 10 แก้วหรือตามแพทย์แนะนำ
การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น ยาบรรเทาปวดเมื่อมีอาการปวดท้อง/ปวดหลัง เป็นต้น

นิ่วในไตมีผลข้างเคียงอย่างไร?
ผลข้างเคียงจากนิ่วในไตคือ โรคนิ่วในท่อไตหรือโรคไตอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียเรื้อรังซึ่งอาจรุนแรงเป็นการติดเชื้อในกระแสโลหิต เป็นเหตุให้เสียชีวิต (ตาย) ได้ หรือเป็นสาเหตุให้ไตเสียการทำงานจึงเกิดโรคไตเรื้อรังและภาวะไตวาย เป็นสาเหตุเสียชีวิตได้เช่นกัน
นิ่วในไตรุนแรงไหม?
นิ่วในไตเมื่อขนาดก้อนนิ่วยังเล็ก เป็นโรคไม่รุนแรงรักษาได้ แต่เมื่อก้อนนิ่วใหญ่จนก่อการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ อักเสบติดเชื้อและ/หรือเกิดโรคไตเรื้อรัง จัดเป็นโรครุนแรง เป็นสาเหตุให้เสียชีวิต (ตาย) ได้

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีนิ่วในไต? ควรพบแพทย์เมื่อไร?
1.การดูแลตนเองเมื่อเป็นนิ่วในไตและเพื่อป้องกันนิ่วย้อนกลับเป็นซ้ำหลังรักษานิ่วหายแล้วและการพบแพทย์ได้แก่
2.ปฏิบัติตามแพทย์/พยาบาลแนะนำ
3.กินยาต่างๆให้ถูกต้องครบถ้วน ไม่ขาดยา ไม่หยุดยาเอง
4.ดื่มน้ำสะอาดมากๆอย่างน้อยวันละ 2 ลิตรหรือตามแพทย์/พยาบาลแนะนำ
5.ไม่กลั้นปัสสาวะนาน พยายามเคลื่อนไหวร่างกายเสมอ
6.จำกัดอาหารที่มีสารออกซาเลต กรดยูริค และสารซีสตีนสูง
7.กินวิตามิน ซี ดี และแคลเซียมเฉพาะตามคำแนะนำของแพทย์
8.สังเกตสีและลักษณะของปัสสาวะเสมอเพื่อรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อมีความผิดปกติเกิด ขึ้นเช่น ขุ่นมากหรือเป็นเลือด และเมื่อมีนิ่วหลุดออกมา ควรเก็บไว้แล้วนำไปพบแพทย์ เพื่อศึกษาทางห้องปฏิบัติการว่าเป็นนิ่วชนิดใด เพื่อการรักษาและการดูแลตนเองได้ถูกต้อง ซึ่งเมื่อแพทย์แนะนำให้เก็บนิ่วมาให้แพทย์ดู ควรปัสสาวะในกระโถนหรือปัสสาวะผ่านผ้ากรองเพื่อการเก็บนิ่วได้ง่ายขึ้น
9.พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลตามนัดเสมอ และรีบพบก่อนนัดเมื่ออาการต่างๆเลวลงหรือมีอาการผิดปกติไปจากเดิม หรือเมื่อกลับมามีอาการเดิมๆอีกดังกล่าวแล้วในหัวข้อ อาการของนิ่วในไต

ป้องกันนิ่วในไตได้อย่างไร?
วิธีป้องกันนิ่วในไตเช่นเดียวกับการป้องกันนิ่วย้อนกลับเป็นซ้ำได้แก่ ดื่มน้ำสะอาดมากๆ ไม่กลั้นปัสสาวะ จำกัดการกินอาหารที่มีสารต่างๆที่ตกตะกอนได้ง่ายในไตดังกล่าวแล้ว และรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเมื่อมีอาการทางปัสสาวะเพื่อวินิจฉัยรักษาโรคตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง